ช่องทางรวยด้วยอินเตอร์เน็ต

%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%95

ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้มีบทบาทและมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก  เพราะทำให้วิถีชีวิตเราทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ  เนื่องจากอินเทอร์เน็ตจะมีการเสนอข้อมูลข่าวปัจจุบัน  และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ผู้ใช้ทราบเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน สารสนเทศที่เสนอในอินเทอร์เน็ตจะมีมากมายหลายรูปแบบเพื่อสนองความสนใจและความต้องการของผู้ใช้ทุกกลุ่ม  อินเทอร์เน็ตจึงเป็นอีกแหล่งสารสนเทศสำคัญ เพราะสามารถค้นหาสิ่งที่ตนสนใจได้ในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปค้นคว้าในห้องสมุด  หรือแม้แต่การรับรู้ข่าวสารทั่วโลกก็สามารถอ่านได้ในอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ของหนังสือพิมพ์ได้เช่นกัน และเพราะเหตุนี้อินเตอร์เน็ตจึงเป็นส่วนสำคัญที่เหล่าบรรดาธุรกิจต่างๆ นำประโยชน์จากสื่ออินเตอร์เน็ตนี้มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก

การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้งานธุรกิจมีหลากหลายประเภทด้วยกัน

ในด้านธุรกิจการศึกษา (Education) เช่น

  1. การเรียนรู้ผ่ารนระบบอินเทอร์เน็ต
  2. การรับสมัครนักศึกษาเข้าเรียน
  3. การดุผลการเรียน

ในทางด้านธุรกิจการเงินและการธนาคาร (Finance)  เช่น

  1. การให้บริการกับลูกค้าด้านการเงิน
  2. การฝากเงิน การโอนเงิน และการถอนเงิน
  3. การชำระค่าบริการต่างๆ เป็นต้น

ในงานทางด้านธุรกิจโรงแรม (Hotel) เช่น

  1. การเข้าไปดูรายละเอียดสถานที่่พัก
  2. การสั่งจองที่พัก
  3. การบันทึกข้อมูลการเข้าพัก และการแจ้งเตือนห้องพักของลูกค้า
  4. การชำระค่าห้อง เป็นต้น

การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจสายการบิน (Airway)

  1. การตรวจดูตารางการบิน
  2. การจองตั๋วเครื่องบิน
  3. การยกเลิกเที่ยวบิน
  4. การสำรองที่นั่งล่วงหน้าเป็นต้น

ในงานทางด้านธุรกิจการแพทย์ (Medical Profession) เช่น

  1. การให้บริการทางด้านการแพทย์
  2. การค้นหาประวัติของคนไข้
  3. การวินิจฉัยโลก
  4. การเอ็กซเรย์
  5. การชำระเงินค่ารักษา เป็นต้น

ในงานทางด้านธุรกิจบันเทิง เช่น

  1. การจองตั๋วชมภาพยนตร์ล่วงหน้า
  2. การดูตารางการฉายภาพยนตร์
  3. การฉายภาพยนตร์ตัวอย่าง
  4. การฟังเพลงและการดูละครย้อนหลัง

การนำอินเตอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจการสื่อสาร (Communication) เช่น

  1. การรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
  2. การเชื่อต่ออินเทอร์เน็ตในการสื่อสาร

การนำอินเทอร์เน็ตมาในงานทางด้านธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ (Stock Exchange) เช่น

  1. การดูข้อมูลการซื้อ-ขายหุ้น
  2. การดูสถิติการขึ้น-ลงของหุ้น

การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ (Printing Media) เช่น

  1. การส่งรูปภาพหรือข่าวสารให้สำนักงานข่าว
  2. การดูข้อมูลข่าวสารประจำวัน

โทรศัพท์มือถือ และกล้องดิจิตอลคอมแพคคืออุปกรณ์ไอทียอดฮิตติดที่นักท่องเที่ยวชาวไทยขาดไม่ได้

ด้วยความต้องการที่จะติดต่อสื่อสารตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก จึงทำให้เทคโนโลยีเปรียบเสมือนเป็นทั้งเพื่อนคู่ใจและสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินทางพักผ่อน เผยให้เห็นว่าโทรศัพท์ (สมาร์ทโฟนและโทรศัพท์มือถือ) คืออันดับหนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะต้องนำติดตัวไปด้วยสำหรับการพักผ่อน (82 เปอร์เซ็นต์) ตามมาด้วยกล้องถ่ายรูป (77 เปอร์เซ็นต์) คอมพิวเตอร์ (52 เปอร์เซ็นต์) และอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงชนิดอื่นๆ (30 เปอร์เซ็นต์)

70 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยพกพาสมาร์ทโฟนในระหว่างการท่องเที่ยว เนื่องจากอุปกรณ์ไอที (gadget) เหล่านี้สามารถใช้ค้นหาข้อมูลที่จำเป็นและยังสามารถแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวของพวกเขาไปยังเพื่อนฝูงและครอบครัวได้ นักท่องเที่ยวเหล่านี้ยังเป็นผู้ชำนาญในการใช้เทคโนโลยี โดยมากถึง 86 เปอร์เซ็นต์เลือกที่จะเช็คอินออนไลน์ในขณะที่อยู่ต่างประเทศ เทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้กำหนดอยู่เฉพาะการท่องเที่ยวเท่านั้น นอกจากนักท่องเที่ยวชาวไทยจะใช้เทคโนโลยีในการแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวแล้ว 92 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยได้มีการอัพเดทประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการท่องเที่ยวของพวกเขาหลังกลับจากทริปแล้วลงในเว็บไซต์อีกด้วย

ความเร็วและความเสถียรของอินเตอร์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่นักเที่ยวใช้เลือกอุปกรณ์ไอที (gadget) ที่จะนำไปเที่ยวในช่วงเทศกาลวันหยุด และยังเป็นปัจจัยหลักสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก (45 เปอร์เซ็นต์) รองลงมาจากขนาดและน้ำหนักของอุปกรณ์ไอที (gadget) เพราะ 25 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเตอร์เน็ตขณะเดินทางท่องเที่ยว นอกจากนี้ 83 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเชื่อข้อมูลในอินเตอร์เน็ตในระหว่างการท่องเที่ยวและสองสิ่งที่ขาดไม่ได้คือโทรศัพท์มือถือและกล้องดิจิตอลคอมแพคที่จะต้องพกพาไปด้วยทุกครั้ง

86 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยมีการวางแผนการท่องเที่ยวโดยใช้แหล่งข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต อย่างเว็บไซต์เกี่ยวกับรีวิวการท่องเที่ยว เว็บไซต์เกี่ยวกับผู้ให้บริการ และเว็บไซต์การท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ 81 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยใช้อินเตอร์เน็ตในการจองสิ่งต่างๆ สำหรับการท่องเที่ยวด้วยตนเอง โดยรวมแล้วนักท่องเที่ยวในแถบภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกถือเป็นกลุ่มผู้ชำนาญในการใช้เทคโนโลยี เนื่องจาก 80 เปอร์เซ็นต์ใช้ข้อมูลอินเตอร์เนตในการวางแผนการท่องเที่ยว 76 เปอร์เซ็นต์ใช้อินเตอร์เนตในการจองสิ่งต่างๆ สำหรับทริป และ 73 เปอร์เซ็นต์ใช้อินเตอร์เนตระหว่างการท่องเที่ยว

เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของคนเราในปัจจุบัน ซึ่งรวมไปถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ใช้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตในการวางแผนการท่องเที่ยว ค้นหาข้อมูลในขณะท่องเที่ยวและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ หลังจบทริปของพวกเขา คนไทยจำนวนมากขึ้นรู้จักวางแผนและจองสิ่งต่างๆ สำหรับการเดินทางผ่านทางออนไลน์ โดย 92 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยมีการแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวออนไลน์หลังจบทริป วีซ่ามีความประสงค์ที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยแคมเปญการท่องเที่ยวสุดพิเศษที่เหมาะสมกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยสมัย

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จบนโลกออนไลน์ด้วยโทรศัพท์มือถือ

ปัจจุบันการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือกลายเป็นศูนย์กลางของทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันสำหรับคนไทย เห็นได้จากจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งาน ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในไทยมีมากถึง 91 ล้านราย ส่งผลให้อัตราการครอบครองโทรศัพท์มือถือสูงถึงร้อยละ 134

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้มีจำนวนผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่ง 17 ล้านคนในจำนวนนี้เข้าใช้งาน Facebook ทุกวัน และมากกว่า 23 ล้านคนเข้าใช้งาน Facebook ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ในทุกๆ เดือน

กระแสการใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยสอดคล้องกับจำนวนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เพิ่มสูงขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยกว่า 2.9 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99 ของธุรกิจทั้งหมด ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่าร้อยละ 78 ของการจ้างงานทั้งหมด และสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสูงถึงร้อยละ 36

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ประกอบการและผู้ที่ทำงานให้กับเอสเอ็มอีจำนวนมากเป็นคนไทยอายุระหว่าง 20-30 ปี เป็นกลุ่มที่อายุน้อยและเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ มีความมุ่งมั่นสูง มักตามเทรนด์โทรศัพท์มือถือ สื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และเชื่อในพลังของการบอกต่อหรือ word-of-mouth มากกว่าช่องทางการสื่อสารแบบเดิมๆ พัฒนาการเหล่านี้ชักนำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการทำการตลาดในปัจจุบัน พร้อมกับการขยายขอบข่ายการใช้งานโทรศัพท์มือถือในไทย สร้างโอกาสทองให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ซื้อโฆษณาด้วยตนเอง

เทรนด์การเติบโตของการใช้โทรศัพท์มือถือและการขยายของธุรกิจเอสเอ็มอี ส่งผลให้การแข่งขันด้านการตลาดออนไลน์รุนแรงขึ้น เมื่อผู้คนมากมายต่างใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าใช้งาน Facebook ได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา ขณะเดียวกัน เราได้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยอดไลค์แฟนเพจ โดยเฉลี่ยแล้วผู้ใช้งานแต่ละรายกดไลค์แฟนเพจมากขึ้นถึงร้อยละ 50 ก่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างเพจต่างๆ เพื่อดึงความสนใจจากลูกค้าอย่างเข้มข้น และส่งผลต่อการลดลงของออร์แกนิก รีช (organic reach) ไม่เพียงบน Facebook เท่านั้น แต่รวมถึงแพลตฟอร์มการสื่อสารการตลาดยักษ์ใหญ่อื่นๆ ด้วย

ธุรกิจผ่านมือถือมาแรง ในยุคสังคมก้มหน้า

ปัจจุบันช่องทางหลักของการเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ของผู้บริโภคนั้นเป็นการใช้มือถือเป็นหลัก และตัวเลขการเติบโตก็มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีผู้ประกอบการทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่าจึงปรับตัวรับมือสถานะการณ์ด้วยการสร้างเว็บไซต์ให้ธุรกิจของตนเอง เรียกได้ว่า เป็นการเข้าสู่ยุคทองของการทำธุรกิจผ่านมือถือไปแล้ว

สังเกตได้จากปัจจุบันทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ และน้อยคนมากที่จะไม่มี เนื่องจากควาสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสาร และค่ายโทรศัพท์หลายค่ายก็มีการแข่งขันในการออกแบบโทรศัพท์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่สำคัญโลกอินเทอร์เน็ตเปิดกว้างให้คนเข้าถึงได้ง่าย และมีความรวดเร็วกว่าเดิมขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ประกอบการจึงมีช่องทางในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดเป็นธุรกิจออนไลน์มากมาย ซึ่งหากคุณทำธุรกิจออนไลน์ แต่หน้าเว็บไซต์ของคุณไม่รองรับขนาดของมือถือ และไม่ใส่ใจการตลาดที่มีมือถือเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจส่งผลให้คุณสูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งได้ ทั้งนี้ในการดำเนินธุรกิจผ่านมือถือของไทย หากว่าไปแล้วเรียกได้ว่าเป็น E-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยนิยมทำในรูปแบบ B2C (Business to Consumer) ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค และ C2C (Consumer to Consumer) ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค

โดย รูปแบบ B2C (Business to Consumer) ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค คือการค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ หนังสือ ฯลฯ ส่วนรูปแบบ C2C (Consumer to Consumer) ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค คือการติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ทั้งนี้มีหลายวัตถุประสงค์ อาทิ เพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มผู้บริโภคเอง หรือการแลกเปลี่ยนสินค้า และ การขายของมือสอง เป็นต้น

ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์ ควรคำนึงถึงการรองรับขนาดของมือถือ และการจัดทำการตลาดเพื่อสอดคล้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือของผู้บริโภคด้วย เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางการค้าบนโลกออนไลน์ และสำหรับคนที่คิดทำธุรกิจ หรือมีธุรกิจอยู่แล้ว ควรมีข้อมูลของธุรกิจของตัวเองบนโลกออนไลน์จะเป็นใบเปิดทางที่ดีของคุณในอนาคต หรือหากจะดีไปกว่านั้นการมีเว็บไซต์จะทำให้ธุรกิจของคุณง่ายขึ้น เพราะปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตจะช่วยให้คนทั่วโลก ได้รู้จักกับธุรกิจของคุณได้ เพียงคลิ๊กเดียวเท่านั้น

Galaxy A7 สมาร์ทโฟน 4G ดีไซน์พรีเมียม

Samsung-Galaxy-A7Samsung Galaxy A7 เป็นสมาร์ทโฟนที่มีการออกแบบดีไซน์ระดับพรีเมียม และเป็นสมาร์ทโฟนที่บางเฉียบที่สุดเท่าที่ทางซัมซุงเคยมีมา โดยมีความบางเพียง 6.3 มิลลิเมตร บนนวัตกรรมการผลิตตัวเครื่องแบบ All-Metal Unibody ซึ่งกรอบตัวเครื่องถูกขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันด้วยวัสดุแบบโลหะทั้งชิ้น จึงทำให้ตัวเครื่องมีความแข็งแรงทนทานและดูสวยหรูเป็นพิเศษ ในส่วนของคุณสมบัติภายในก็เรียกได้ว่าจัดเต็มมากที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนตระกูล A-Series ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ความละเอียดระดับ Full HD (1080p) ที่มีขนาดใหญ่ถึง 5.5 นิ้ว พร้อมด้วยหน่วยประมวลผลแบบ Octa-Core 64-bit Qualcomm MSM8939 Snapdragon 615 Processor, หน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ Adreno 405, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 2 GB, หน่วยความจำภายในขนาด 16 GB, ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 (KitKat) และนอกจากนี้ในเรื่องของการเชื่อมต่อก็ถือว่าเทียบชั้นได้กับสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์เลยทีเดียว ทั้ง 4G LTE และ NFC

โดยกล้องของ Samsung Galaxy A7 จัดได้ว่ามีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมทั้งกล้องตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่องซึ่งมีความละเอียดระดับ 13 ล้านพิกเซล และกล้องที่ด้านหน้าของตัวเครื่องซึ่งมีความละเอียดระดับ 5 ล้านพิกเซล ดังนั้นจึงมั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่ากล้องทั้งสองตัวนี้จะสามารถรองรับกับการถ่ายภาพทุกรูปแบบได้เป็นอย่างดี Samsung Galaxy A7 มีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่รุ่นซิมเดียวและรุ่น 2 ซิมการ์ด ซึ่งทั้ง 2 รุ่นยังคงรองรับการใช้งาน 4G ได้เหมือนกัน โดยรุ่นซิมเดียวจะใช้ Exynos 5430 แบบ 32-bit มาพร้อมซีพียู Octa-core และ GPU Mali T628 MP6 ส่วนรุ่น 2 ซิมการ์ดเลือกใช้ ชิปเซ็ต Snapdragon 615 แบบ 64-bit มาพร้อม Octa-core และ GPU Adreno 405

ตัวเครื่อง Samsung GALAXY A7 มาแบบ Full-metal Unibody เหมือนเดิม ซึ่งด้านหลังก็เคลือบพลาสติกทับเข้าไปแบบเดียวกับ GALAXY A5 เครื่องมีน้ำหนักเบามากสำหรับสมาร์ทโฟนหน้าจอ 5.5″ การจับถือยังโอเค แม้ว่าจะใหญ่ไปหน่อย GALAXY A5 ดูถือง่ายพกง่ายกว่าพอสมควร ด้านหน้าส่วนบนมีมีเลนส์กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์ต่างๆ และลำโพงสนทนา ด้านล่างมีปุ่ม Home แบบฮาร์ดแวร์ ส่วนปุ่ม Multitask กับ Back เป็นแบบทัชครับมีไฟแบ็คไลท์ บริเวณด้านหน้าทำออกมาดี หน้าจอใช้พื้นที่ถึง 71% ของด้านหน้า ขอบจอไม่หนา

จับตาเทรนด์ตลาดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอทีพกพา ปี 2015

สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดไอทีปีนี้คือ

การปรับปรุงซอฟต์แวร์สำหรับแท็บเล็ต ที่ตอบสนองเกี่ยวกับการทำงาน ให้ผู้ใช้นิยมใช้แท็บเล็ตในการทำงานมากขึ้น
แนวโน้มอัตราค่าบริการ LTR ต่ำล่ง และตลาดอินเดีย มีแนวโน้มโตขึ้นในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
พวกอุปกรณ์ไร้สายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการมือถือ
แบรนด์ผู้ประกอบการในจีนและตลาดจีน ที่เกี่ยวข้องกับมือถือสมาร์ทโฟน ที่รองรับ 4G LTE มีแนวโน้มเต็บโตอย่างมั่นคง

แม้ว่าตลาดอุตสาหกรรมไอทีโดยเฉพาะพวกตลาดโทรศัพท์มือถือยังเติบโต แต่ปี 2015 ก็เป็นปีที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของตลาดไอทีที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ โดยสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2015 นี้คือ

1.) Google พยายามเจรจาจะเข้ามาบริการในจีนอีกครั้ง ตลาดจีนเป็นตลาดที่สำคัญและใหญ่เป็นอันดับ 1 เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ Google พยายามจะเจรจา กับทางการจีน เพื่อให้ google ได้บริการอีกครั้งโดยเฉพาะ Android หากสามารถขายในตลาดจีนได้ จะทำได้ได้รายได้จากการซื้อขายแอพ หรือ content จากชาวจีนได้อย่างมหาศาล แต่ Google ต้องรับเงื่อนไขบางอย่างจากข้อกฎหมายของจีนด้วย ซึ่งการที่ Google ตั้งใจให้บริการในจีนอีกครั้งยัง ก็ยังเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ดูแล้วยังไม่ราบรื่นอยู่ ปีนี้ลุ้นกันว่า Google จะสามารถให้บริการในจีนอีกครั้งได้หรือไม่

2.) Apple เตรียมเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ หน้าจอขนาดใหญ่กว่า 12 นิ้ว แม้ว่า Apple จะเป็นผู้นำในด้านแท็บเล็ตยอดนิยมสุดอย่าง iPad แต่Apple ก็ยังพยายามที่จะทำให้ iPad เป็นส่วนหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ตอบโจทย์ในการทำงาน โดยหวังให้การใช้งาน iPad ได้สะดวกเหมือนพวกคอมพิวเตอร์มากขึ้น คาดมาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดสูง ชิพซีพียูใหม่ A9 และ การออกแบบแอพให้สามารถรันทำงานพร้อมๆกันได้หลายแอพ ในหน้าจอเดียว

3.) Oppo จะเป็นแบรด์ใหม่ที่มาแรง เป็นคู่ท้าชิงของบรรดาแบรนด์เนมตลาดมือถือ ด้วยมูลค่าการตลาด ยอดขายของสมาร์ทโฟนระดับ Hi-End และนวัตกรรมการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของมือถือ OPPO ทำให้เป็นแบรนด์ Oppo จากจีนนี้ เป็นที่น่าจับตามอง ว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมือถือแย่งจากบรรดามือถือแบรนด์เนมได้ ในปีนี้

4.) เกิดการควบรวมกิจการของผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ อย่างที่สหรัฐก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว คาดว่าในปีนี้ จะเกิดควบรวมกิจการของผู้ให้บริการโทศัพท์มือถือรายใหญ่มากขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการควบกิจการคืแจะช่วยให้บริษัทหรือผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่าย การใช้งานคลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงขึ้น และปรับปรุงด้านการทำงานการให้บริการที่ดีขึ้น

5.) ราคาสมาร์ทโฟนถูกลง อัตราการใช้งานมือถือในอินเดียสูงขึ้น ราคาสมาร์ทโฟนที่รองรับ LTE จะราคาไม่เกิน 150 เหรียญสหรัฐ และมีการเชื่อมต่อใช้บริการเน็ตบนมือถือผ่านเครือข่าย LTE มากขึ้น คาดการณ์ว่า 25% ของสมาร์ทโฟรราคาถูกในปี 2015 จะรองรับการเชื่อมต่อแบบ 4G LTE ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัว LTE ในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ เป็นโอกาสสำคัญของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและผู้ประกอบการ ที่จะแข่งขันเรื่องการให้บริการ 4G LTE ซึ่งส่วนใหญ่คนเดียยังใช้เทคโนโลยี 3G อยู่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ยังไม่มีให้บริการ 4G จะต้องปรับตัวโปรโมตมากขึ้น

6.) Intel จะร่วมเป็นพันธมิตรกับ บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวกับ Bluetooth LE ยุคนี้เทรนด์เกี่ยวกับการใช้พวกอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ได้อย่าง Wearable และ Internet Of Thing มาแรง สิ่งสำคัญคือการเชื่อมต่อ Bluetooth LE หรือ Bluetooth 4.0 ซึ่งใช้พลังงานต่ำจีงจำเป็นเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้ จำนวนมาก Intel จึงพยายามร่วมมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Bluetooth LE อย่าง Nordic Semiconductor เพื่อสามารถผลิต Wearable มาแข่งในตลาดไอที

7.) Android และ iOS บนเท็บเล็ต จะพัฒนาให้ใช้งานแอพพร้อมกัน Mutltasking ได้ดีขึ้น เพราะตลาดแท็บเล็ตเริ่มหยุดโต จากข้อจำกัดในเรื่องการทำงานพร้อมกัน และการใช้กับการทำงานที่ไม่เต็มที่เท่าคอมพิวเตอร์ ทำให้ทั้งฝั่ง iOS และ Android ตลอดจนนักพัฒนาแอพต่างๆพยายามใส่ฟีเจอร์ซอต์แวร์ให้ตอบโจทย์กับคนทำงาน สามารถใช้งานแอพพร้อมๆกันได้ โดยฝั่ง Apple จะพยายามให้สามารถแบ่งหน้าจอการทำงานของแอพได้ และทางฝั่ง Google ก็จะสนับสนุนแอพบนแบบแท็บเล็ต และ บนสมาร์ทโฟนจอใหญ่มากขึ้น

8.) Samsung จะเสียส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟนให้กับจีน เพราะส่วนแบ่งตลาดมือถือซัมซุง ไม่โตขึ้นตามคาด และกลับเป็นได้ส่วนแบ่งลดลงในปีที่ผ่านมา โดยเสียส่วนแบ่งให้กับแบรนด์มือถือจากจีนรายดังๆเช่น Huawei , Lenovo , Yulong และ Xiaomi ที่กำลังมาแรง และซัมซุงเริ่มลงทุนการตลาดอย่างระมัดระวังมากขึ้น บวกกับเตรียมแผนขายสมาร์ทโฟนราคาถูกมาลุยตลาดมากขึ้น เพื่อทำยอดขายสู้กับแบรนด์จีน

9.) จับตา Galaxy S6 จาก Samsung จะมีการปรับหน้าตาครั้งใหญ่ จากเมื่อปีที่แล้ว ยอดขาย Galaxy S5 ไม่ได้เป็นไปตามเป้า แถมผิดหวังในเรื่องการออกแบบ Design ด้วย ทำให้ Galaxy S6 จะเป็นการปรับปรุงหน้าตาของสมาร์ทโฟนเรือธงครั้งใหญ่ ยิ่งกว่า Galaxy S4 และ Galaxy S5 ทั้งการออกแบบตัวเครื่องใหม่ และตัวซอฟต์แวร์ภายในเครื่อง โดยคาดว่าจะมือถือแบบวัสดุโลหะ ซีพียูแบบ 64 บิตด้วย

10.) Apple และ Google เปิดตัวบริการ Content 4K บนแท็บเล็ต ในอนาคตทั้งบริการ iTune จากฝั่ง Apple และ Google Play จาก Google จะเริ่มให้บริการเนื้อหาวีดีโอความชัดระดับ 4K บน แท็บเล็ตและมือถือที่รองรับการเล่นแบบ 4K ทำให้คุณสามารถรับชมภาพยนตร์แบบคมชัดสูงมากขึ้น งานนี้ iPad รุ่นใหม่ หรือ แท็บเล็ตรุ่นใหม่จะต้องเป็นเทคโนโลยีจอที่สามารถชมวีดีโอ หรือภาพยนตร์แบบคมชัดสูง 4K ได้ด้วย

ปัญหาเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ

สังคมไทยในยุคปัจจุบัน มีการใช้อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์กันอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์, MP-3 และ IPOD รวมไปถึงอุปกรณ์เสริม ได้แก่ Bluetooth, Small talk หรือ Hand free ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือซึ่งวัตถุประสงค์ของการใช้ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องมือสื่อสารอย่างเดียวเท่านั้น ยังใช้ในการดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ เล่นเกม รวมถึงการส่ง e-mail หรือการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต บริการข้อมูลข่าวสาร และชำระค่าใช้บริการต่าง ๆ ช่วยในการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเรื่องส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิผลแม้ในระหว่างการเดินทาง อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้หากใช้อย่างไม่ถูกวิธีก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นได้เช่นกัน

โทรศัพท์มือถือได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารพื้นฐานที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ใช้เป็นโทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังใช้สำหรับการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต การส่งข้อความ และบันทีกโลก

แต่น่าเสียดายที่โทรศัพท์มือถือไม่ได้รับการออกแบบมาให้รองรับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย นอกจากโทรศัพท์มือถือจะป้องกันการติดต่อสื่อสารของคุณได้ไม่ดี โทรศัพท์มือถือยังทำให้คุณต้องเสี่ยงต่อการถูกสอดส่องในรูปแบบใหม่ๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดตามตำแหน่ง โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่อนุญาตให้ผู้ใช้ควบคุมเครื่องได้น้อยกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือแล็ปท็อป เปลี่ยนระบบปฏิบัติการได้ยากกว่า ตรวจหาการโจมตีจากมัลแวร์ได้ยากกว่า ถอนการติดตั้งหรือเปลี่ยนแทนซอฟต์แวร์ที่ขายรวมได้ยากกว่า และป้องกันผู้อื่น อย่างเช่น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ จากการตรวจสอบวิธีการที่คุณใช้งานอุปกรณ์ได้ยากกว่า นอกจากนี้ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออาจประกาศว่าโทรศัพท์มือถือของคุณล้าสมัยแล้ว และหยุดให้บริการปรับปรุงซอฟต์แวร์ รวมทั้ง การแก้ไขปัญหาการรักษาความปลอดภัย ซึ่งในกรณีนี้ คุณอาจไม่สามารถหาวิธีอื่นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ปัญหาบางอย่างเหล่านี้อาจสามารถแก้ไขได้ โดยการใช้งานซอฟต์แวร์การป้องกันความเป็นส่วนตัวของบริษัทภายนอก แต่ปัญหาบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ในที่นี้ เราจะอธิบายว่าโทรศัพท์เอื้อต่อการถูกสอดส่องและทำลายความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้อย่างไรบ้าง

คลื่นโทรศัพท์ก่อให้เกิดมะเร็งสมองได้

โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอีกปัจจัยในการดำรงชีวิตของมนุษย์ บางคนพกพามากกว่า 1  เครื่อง หากวันใดลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านก็จะรู้สึกขาดความมั่นใจทันที เนื่องจากโทรศัพท์ช่วยเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ได้ อีกทั้งในทุกวันนี้เมื่อเราเดินตามท้องถนนจะพบว่าวัยรุ่นคุยโทรศัพท์กันตลอดเวลา บางทีใช้ในการแชทคุยผ่าน Social Network หรือ เล่นเกมในมือถือ เป็นต้น

โทรศัพท์มือถือมีการส่งสัญญาณโดยใช้คลื่นวิทยุ จึงมีอันตรายโดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่การเจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ และที่ผ่านมายังมีงานวิจัยที่ระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง กลุ่มผู้ที่ใช้มือถือที่จะเป็นมะเร็งสมองล้วนแต่มีประวัติการใช้มือถือมานานกว่า 10 ปี  ทั้งนี้  มะเร็งที่ตรวจพบ  ได้แก่  มะเร็งชนิด Gliomas  หรือมะเร็งบริเวณระบบประสาท  นอกจากนั้น  ตำแหน่งที่เกิดมะเร็งจะเกิดขึ้นภายในศีรษะข้างที่ต้องแนบติดกับตัวเครื่องมือถือเป็นประจำ  เบื้องต้นจึงตั้งสมมติฐานได้ว่า  ความถี่และระยะเวลาของการใช้มือถือนั้นยิ่งนานเท่าไหร่  ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็งสมองมากขึ้น

เด็กมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากสมองและระบบประสาทยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่นอกจากนี้ด้วยการที่เด็กมีศีรษะขนาดเล็กกว่าและกะโหลกบางกว่ายังทำให้คลื่นพลังงานจากโทรศัพท์มือถือสามารถทะลุทะลวงเข้าสู่สมองเด็กได้มากกว่า จึงทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี  ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ  ยกเว้นเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน  ส่วนวัยรุ่นควรใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีหรือชุดหูฟัง  และควรใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อพิมพ์ข้อความเป็นหลัก สำหรับคนอายุ 20 ปีขึ้นไป  ความเสี่ยงจะลดลงเนื่องจากสมองมีการพัฒนาเต็มที่แล้ว ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือ  ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. ใช้ไมโครโฟนแบบเสียบหูฟัง (Headset)  หรือ Bluetooth  เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ที่มาจากโทรศัพท์มือถือพุ่งตรงเข้าที่สมอง
  2. เปิดลำโพงขณะคุยโทรศัพท์ แต่อาจไม่เหมาะนักสำหรับการคุยเรื่องส่วนตัว
  3. ใช้วิธีส่งข้อความแทนการพูด
  4. เลือกซื้อโทรศัพท์มือถือประเภทกำลังการกระจายรังสีต่ำ
  5. คุยโทรศัพท์ครั้งละสั้น ๆ

แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยยังไม่มีความแน่ชัด ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือมาก ๆ  จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งในสมอง ทำให้มีการวิจัยกันมาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อสรุป ทางด้านตัวผู้บริโภคเองก็ควรมีการป้องกันเบื้องต้นด้วย

Project ARA สมาร์ทโฟนสั่งประกอบจาก Google มีดียังไง

สมาร์ทโฟนสั่งประกอบกำลังจะเกิดขึ้นจริงในไม่ช้านี้แล้ว โดย Google ได้ดันโปรเจ็คนี้ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งหากใครที่นึกภาพไม่ออกว่าสมาร์ทโฟนสั่งประกอบจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเปรียบเทียบง่ายๆเหมือนกับการซึ้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบสั่งประกอบที่สามารถเลือกเมนบอร์ด, การ์ดจอ, ซีพียู, แรม ฯลฯ ตามสเปกที่เราต้องการได้นั่นเอง ดังนั้นสมาร์ทโฟนสั่งประกอบใน Project Ara ก็สามารถสั่งฮาร์ดแวร์ในส่วนต่างๆมาประกอบตามที่เราต้องการ โดยจะมีการแบ่งเป็นโมดูลๆให้เลือกเช่นโมดูลกล้องก็มีให้เลือกหลายยี่ห้อ หรือโมดูลซีพียูก็เลือกตามความแรงได้ตามใจชอบ แม้กระทั้งเมโมรี และแบตเตอรี่ด้วย

Google ได้เริ่มขาย Project Ara จริงๆผู้บริโภคจะสามารถเลือกชิ้นส่วนต่างๆเข้ามาประกอบเข้ากันเป็นมือถือได้ผ่านทาง Ara Marketplace and Ara Configurator apps ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนรถขายอาหาร ซึ่งหมายความว่า Project Ara จะไม่มีขายผ่านทางออนไลน์ หากต้องการที่จะหาซื้อจะต้องไปซื้อถึงที่เปอร์โตริโกจริงๆ เลือกและสั่งประกอบตรงนั้นเลย โดยจะมีทีมงานประกอบและติดตั้ง driver ให้ ซึ่งในเริ่มแรก Google กล่าวว่าจะมีโมดูลให้เลือกประกอบประมาณ 20-30 โมดูล และจะสามารถประกอบออกมาเป็นมือถือที่ไม่ซ้ำแบบกันได้ถึง 10 แบบ

รายละเอียดน่าสนใจของ “ARA”

– ราคา : มีให้เลือกตั้งแต่ 50 – 500 เหรียญสหรัฐฯ แล้วแต่ว่าเราต้องการสเปกด้านฮาร์ดแวร์แบบใหน ซึ่งถ้าตีเป็นเงินไทยก็คือ 1,500 – 15,000 บาท
– ขนาด : คาดว่า ARA จะมีให้เลือกประดิษฐ์กันได้ 3 ขนาด ตั้งแต่แบบจอเล็กสุดประหยัดไปจนถึงจอใหญ่ระดับสมาร์ทโฟนตัวท็อป
– ระบบปฏิบัติการ : ทั้งสามขนาดต้องรันบน “แอนดรอยด์” แต่อาจจะมีการปรับเวอร์ชั่นหรือหน้าตาให้เข้ากับตัวเครื่องเพิ่มเติม
– ความทนทาน : ทางกูเกิลการันตีมาเรียบร้อยแล้วว่า อายุของสมาร์ทโฟนในแบบ “ARA” น่าจะทนกว่ามือถือปกติธรรมดาที่ขายอยู่ในปัจจุบันด้วยซ้ำ เพราะกูเกิลจะเป็นคนจัดการเรื่องตัวเครื่องอย่างดี
– ร้านขายเครื่อง : ยังไม่แน่ชัดนัก แต่ทางกูเกิลอาจจะลงมือขายเอง โดยมีตัวเครื่องหลักพร้อมชิ้นส่วนให้ซื้อประกอบครั้งแรกในร้าน จากนั้นลูกค้าสามารถเดินมาซื้อชิ้นส่วนรองๆทีหลัง เพื่อประกอบร่างใหม่อีกทีได้ตามใจ

กิจการโทรศัพท์ได้เจริญก้าวหน้ามากประชาชนนิยมใช้แพร่หลายไปทั่วประเทศ

25

ตำนานไปรษณีย์โทรเลขสยาม พ.ศ.2429 ถึง พ.ศ.2468 ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับโทรศัพท์ในประเทศไทยไว้ว่า ประเทศไทยได้นำเอาโทรศัพท์มาใช้เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2424 ตรงกับรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยกรมกลาโหม ได้สั่งเข้ามาใช้งานในกิจการเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยติดตั้งที่กรมอู่ทหารเรือกรุงเทพฯ 1 เครื่อง และป้อมยามปากน้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการอีก 1 เครื่อง รวม 2 เครื่อง เพื่อจะได้แจ้งข่าวเรือเข้าออกในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ทางกรุงเทพฯทราบพ.ศ.2429 กิจการโทรศัพท์ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น จำนวนเลขหมายและบุคลากรก็เพิ่มมากขึ้นยุ่งยากแก่การบริหารงานของกรมกลาโหม ดังนั้น กรมกลาโหมจึงได้โอนกิจการของโทรศัพท์ให้ไปอยู่ในการดูแลและดำเนินการของกรมไปรษณีย์โทรเลข ต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขก็ได้ขยายกิจการโทรศัพท์จากภาครัฐสู่เอกชน โดยให้ประชาชน มีโอกาสใช้โทรศัพท์ได้ ในระยะนี้เครื่องที่ใช้จะเป็น ระบบแม็กนีโตหรือระบบ โลคอลแบตเตอรี่ พ.ศ.2450 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้สั่งโทรศัพท์ ระบบคอมมอนแบตเตอรี่หรือ เซ็นทรัล แบตเตอรี่มาใช้ซึ่งสะดวกและประหยัดกว่าระบบแม็กนีโตมากพ.ศ.2479 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้สั่งซื้อชุมสายระบบสเต็บบายสเต็บซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติสามารถหมุนเลขหมายถึงกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพนักงานต่อสายเหมือน โลคอลแบตเตอรี่ หรือ เซ็นทรัล แบตเตอรี่

พ.ศ.2497 เนื่องจากกิจการโทรศัพท์ได้เจริญก้าวหน้ามาก ประชาชนนิยมใช้ แพร่หลายไปทั่วประเทศ กิจการใหญ่โตขึ้นมากทำให้การบริหารงานลำบากมากขึ้น เพราะกรมไปรษณีย์โทรเลขต้องดูแลเรื่องอื่นอีกมาก ดังนั้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2497 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึ้น โดยแยกกองช่างโทรศัพท์กรมไปรษณีย์โทรเลขมาตั้งเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึ้น มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคมมาจนถึงปัจจุบัน องค์การโทรศัพท์หลังจากที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นแล้ว ก็ได้รับโอนงานกิจการโทรศัพท์มาดูแล พ.ศ.2517 องค์การโทรศัพท์ก็สั่งซื้อชุมสายโทรศัพท์ระบบคอสบาร์มาใช้งานระบบคอสบาร์เป็นระบบอัตโนมัติเหมือนระบบสเต็บบายสเต็บแต่ทันสมัยกว่าทำงานได้เร็วกว่า มีวงจรพูดได้มากกว่า และขนาดเล็กกว่า พ.ศ.2526 องค์การโทรศัพท์ได้นำระบบชุมสาย SPC มาใช้งาน ระบบ SPC เป็นระบบที่ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ทำงานได้รวดเร็วมาก ขนาดเล็ก กินไฟน้อย และยังให้บริการเสริมด้าน อื่น ๆ ได้อีกด้วย

การสื่อสารแบบไร้สายกลายเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อการดำรงชีวิต

นับถึงปัจจุบัน ทุกคนคงยอมรับว่าการสื่อสารแบบไร้สายกลายเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อการดำรงชีวิตของเรา ๆ ท่าน ๆ ไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือที่นิยมเรียกกันว่าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีการเติบโตและแพร่ขยายไปอย่างกว้างขวาง ในโอกาสที่ผู้เขียนได้รับการชักชวนจากกองบรรณาธิการนิตยสารอินเตอร์แมกาซีน ให้ทำหน้าที่นำเสนอบทความพิเศษเกี่ยวกับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ จึงขอนำเสนอภาพโดยทั่วไปเกี่ยวกับเทคโนโลยีสื่อสารแบบไร้สายประเภทนี้ เริ่มต้นจากอดีต สู่ปัจจุบัน และต่อเนื่องไปยังอนาคตอันใกล้ทั้งนี้ในช่วงแรกการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยนั้นมีผู้ให้บริการเพียงสองราย คือ ทศท. และการสื่อสารแห่งประเทศไทยหรือบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ การขาดความชำนาญในการดำเนินนโยบายทางการตลาดของรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งรวมถึงเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรก ๆ ที่มีราคาแพง ทั้งสองหน่วยงานจึงตัดสินใจเปิดให้เอกชนเข้าประมูลสิทธิการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้การดูแลของตน ในลักษณะการดำเนินการแบบ BTO ซึ่งหมายถึงเอกชนเป็นผู้ลงทุนสร้างเครือข่ายพร้อมกับโอนกรรมสิทธิอุปกรณ์เครือข่ายเหล่านั้นให้แก่หน่วยงานเจ้าของสัมปทาน โดยรัฐให้สิทธิเอกชนในการดำเนินกิจการเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยก็ได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มีรูปแบบการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดอนาล็อคมาสู่ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดดิจิตอล ซึ่งในปัจจุบันผู้ให้บริการในประเทศไทยมีการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสองระบบ โดยจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิตอลนั้นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สัดส่วนผู้ใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดอนาล็อคมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องการเติบโต ของยอดจดทะเบียนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย โดยคิดรวมกันจากทุกระบบ พบว่ามีการขยายตัวอย่างรุนแรงนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา ซึ่งผู้อ่านสามารถพิจารณาได้จาก รูปที่ 1 โดยอัตราการเติบโตของจำนวนเลขหมายจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2543 เทียบกับปีก่อนหน้ามีค่าถึงร้อยละ 46.2 และมียอดจดทะเบียนสิ้นปีประมาณ 3.6 ล้านเลขหมาย ซึ่งแม้จะเป็นการเติบโตที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในแวดวงโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับอัตราการเติบโตในปี พ.ศ. 2544 ที่สูงขึ้นเป็นร้อยละ 118.4 ทำให้ยอดรวมเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 7.9 ล้านเลขหมายการเติบโตของเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี พ.ศ. 2545 กลับมีความรุนแรงมากยิ่งกว่า โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2545 พบว่ายอดรวมเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้งถึง 15.7 ล้านเลขหมาย คิดเป็นอัตราการเติบโตเท่ากับร้อยละ 97.9 ซึ่งหากประเมินยอดจดทะเบียนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2545 แล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่าปี พ.ศ. 2545 ถือเป็นปีทองของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสำนักวิจัยหลาย ๆ ฝ่ายก็เชื่อกันว่า น่าจะเป็นปีสุดท้ายที่จะได้เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศเริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัวมากขึ้น ดังที่ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงในภายหลัง

 

การดำเนินชีวิตก็ย่อมเปลี่ยนไปตาม โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนี้

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การดำเนินชีวิตก็ย่อมเปลี่ยนไปตาม โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนี้ นอกจากจะมีคุณสมบัติในการสื่อสารทางเสียงแล้วยังมีความสามารถอื่นอีก  เช่น  สนับสนุนการสื่อสารด้วยข้อความ เช่น SMS ,การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต, การสื่อสารด้วยแบบ Multimedia เช่น MMS, นาฬิกา, นาฬิกาปลุก, นาฬิกาจับเวลา, ปฏิทิน, ตารางนัดหมาย    รวมไปถึงความสามารถในการรองรับแอปพลิเคชันของจาวาเช่น เกมส์ต่างๆได้   และเจ้ามือถือนี่เองก็กลับเป็นที่สิ่งเปลี่ยนแปลงไลน์สไตล์ของชีวิตคนได้   ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมือถือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่น ในสายตาของวัยรุ่น โทรศัพท์มือถือมิได้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารที่ใช้ในการสนทนาระหว่างกันและกันเท่านั้น แต่โทรศัพท์มือถือกับกลายเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นปัจจัยที่5 ในชีวิตของพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว  มือถือยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะของตนเอง โดยผ่านการเลือกภาพพักหน้าจอที่แปลกใหม่ การใช้เสียงเรียกเข้า (Ringtone) ที่ทันสมัย และไม่ซ้ำใคร การเลือกเสียงรอสาย (Calling Melody) ที่ตรงกับความชอบ และการเลือกใช้กรอบมือถือที่แสดงบุคลิก และความเป็นตัวตนของพวกเขา   นอกจากนี้โทรศัพท์มือถือในสายตาวัยรุ่นยังเป็นเครื่องมือแสดงสถานะทางสังคม ที่สร้างความภูมิใจ และความโก้เก๋ให้แก่วัยรุ่น การเปลี่ยนโทรศัพท์บ่อยๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากใช้โทรศัพท์ที่ตกรุ่น เพราะกลัวจะไม่ทัดเทียมกับเพื่อนนั้น ฟังดูจะคุ้นชินจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (ที่ไม่ธรรมดา) ที่วัยรุ่นต้องพยายามเกาะกระแสให้ทัน

นอกจากนี้ วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยยังใช้เวลาในแต่ละวันสาละวนอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากกว่าที่จะใช้เวลากับพ่อแม่ ญาติพี่น้องเสียด้วยซ้ำ   ทั้งการใช้พูดคุยกับเพื่อน/แฟน เล่นเกม ฟังเพลงถ่ายรูป ฯลฯ สรุปได้ว่า ทุกวันนี้ วัยรุ่นจำนวนมากคิดว่า “โทรศัพท์มือถือคือพระเจ้า” ซึ่งเป็นแทบทุกอย่างสำหรับพวกเขา ทั้งเครื่องมือแก้เหงา เครื่องมือคลายเครียด เครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน และแฟน ฯลฯ